คอลัมน์ : กวาดฝุ่นใต้พรม
คราบน้ำตาหรือรอยยิ้มบนซากปรักหักพังและความพินาศ
โดย เข็มบ่งเสี้ยน
คราบน้ำตาหรือรอยยิ้มบนซากปรักหักพังและความพินาศ
โดย เข็มบ่งเสี้ยน


จากเหตุการณ์แดงทั้งแผ่นดิน วิกฤติการเมืองในประเทศไทย กับคนไทย กับสังคมไทย ไม่มีครั้งไหนๆอีกแล้วที่ทำให้บ้านเมือง พินาศฉิบหายได้เท่ากับครั้งนี้ ความพินาศ สูญสิ้นในครั้งนี้มีมากมายหลากหลายมิติ กระทบและเป็นผลไปทั่วทุกตัวคน ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้
1. ความเสียหายของชาติ ของประเทศ
2. ความเสียหายที่เกิดกับสังคม ประชาชน คนในชาติ
3. ความเสียหายที่เกิดทางด้านเศรษฐกิจ
4. ความเสียหายที่เกิดในแง่มุมของการเมืองและการปกครอง
5. ความเสียหายที่เกิดจากวัฒนธรรม ศีลธรรม และจรรยาของคนในชาติ
ทำไมจึงต้องแดงทั้งแผ่นดิน และเหตุไฉนจึงต้องพินาศย่อยยับ กรุงเทพเมืองฟ้าอมรต้องตกอยู่ในสภาวะทะเลเพลิง ต้องดูที่ตัวตั้งต้น ต้นเหตุของความขัดแย้ง คืออะไร มาอย่างไร มาจากไหน ใครเป็นผู้จุดชนวน ใครคือส่วนร่วมในความพินาศ ใครคือผู้สนับสนุน ใครอยู่ในเงามืด และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์
คู่ขัดแย้งคือใคร ทำไมต้องขัดแย้ง ขัดแย้งกันด้วยเรื่องอะไร ตกลงกันไม่ได้ด้วยประเด็นอะไร ประเด็นนั้นสำคัญแค่ไหน กับชาติ ประชาชน หรือ สำคัญกับใคร ใครยอมรับได้ และใครยอมรับไม่ได้ ทำไมไม่ใช้ความคิด ใช้ปากกาเป็นอาวุธ แทนที่ต้องใช้กระสุนปืน ระเบิดและยางรถยนต์เป็นตัวแก้ปัญหา
ใครคือผู้ได้รับผลกระทบจากความเสียหายย่อยยับในครั้งนี้ กระทบแค่ไหน มากน้อยอย่างไร สาหัส สากรรจ์ระดับไหน เขาจะต้องพึ่งใคร องค์กรไหนที่จะเยียวยาเขา เยียวยาเขาได้มากน้อยอย่างไร แล้วประเทศนี้ ชาตินี้ที่พินาศจะเยียวยาอย่างไร กลุ่มไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ
ผลจากการกระทำที่เกิดขึ้นส่งผลอย่างไรในมิติบุคคล มิติรวมของสังคม และมิติของประเทศซึ่งอาจรวมถึง การกระทบที่เป็นคลื่น หรือลูกโซ่ที่แพร่กระจายสู่กลุ่มประเทศในภูมิภาค ผลนั้นส่งการกระทบมากน้อยเพียงใด
และใครคือผู้ที่จะคลี่คลาย และแก้ปัญหา เครื่องมืออะไรบ้างที่จะนำมาสู่การแก้ปัญหา แก้ปัญหาชั่วคราว หรือถาวร แก้ปัญหาเฉพาะจุด หรือการแก้ปัญหาโดยการผ่าโครงสร้าง การเปลี่ยน ปรับปรุงระบบ หรือตกแต่งระบบ หรือจำเป็นที่จะต้องล้างระบบ
แล้วอนาคตจะปรับ จะปูพื้นฐานอย่างไร บทเรียนในครั้งนี้ที่มีราคาแพงสูงลิ่ว ให้อะไรในการนำพาไปสู่การวางอนาคต บทเรียนในคราวนี้บ่ง และบอกอะไรที่เป็นสัญญาณ สัญญาณที่จะเกิดต่อไป หรือ เป็นอาการที่เรารู้แล้วหาวิธีการรักษาให้หาย และหายขาดได้เสียก่อน ก่อนที่ความพินาศ ฉิบหายจะกลับมาเยือนคนไทยทั้งผองอีกครั้ง แล้วสีแดง แดงทั้งแผ่นดินนั้นมันจะนองไปด้วยเลือด ที่เป็นเลือดมิได้มาจากการเจาะแล้วเทราดด้วยความสมยอม แต่มันเป็นเลือดที่หยดออกมาจากร่างกายของชนไทยแล้วถึงวันนั้น เราก็ได้แต่รำพึงว่า “เสียใจ เศร้าใจ อนาถใจ และ ทุกข์ทรมานใจ”
เรามาศึกษา วิเคราะห์ และ พิจารณากันว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเช่นไร?
1.ความเสียหายของชาติ ของประเทศ
ความเสียหายในข้อนี้ เป็นความเสียหายที่เป็นนามธรรมเป็นส่วนใหญ่ เช่น
1.1.ความเชื่อถือของนานาชาติ (International Reliability) ที่มีมุมมองต่อ
ประเทศไทย ต่อคนไทยทั้งหลาย อาจใช้คำว่า ความเชื่อมั่น ก็น่าจะได้ ซึ่งอดีตภาพลักษณ์ของคนไทยในสายตานานาประเทศมองว่า อ่อนหวาน มีมนุษย์สัมพันธ์ และสัมพันธภาพที่ดีต่อมวลมนุษยชาติ ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่แบ่งแยก ไม่ว่าศาสนา ชนชาติ สีผิว จะรวยหรือจน เกื้อกูลกันด้วยวิถีตะวันออก โดยยึดมั่นตามหลักคำสอนตามพุทธวิธี
1.2.โอกาสในการเดินไปข้างหน้า (Growth Opportunity) โอกาสในการแข่งขัน
( Competition) เมื่อประเทศมีปัญหา สังคมสับสน การที่จะนำพา หรือแม้แต่กลไกที่ ควรจะเป็น ตามธรรมชาติที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าต้องสะดุดหยุดอยู่กับที่ และถอยหลัง นับย้อนหลังดู ไม่น้อยกว่า 4-5 ปี ที่เราอยู่ในสภาวการณ์สับสน วุ่นวาย ประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาไปถึงไหน วันนี้ เราช้าไม่ได้เสียแล้ว กับการต้องมาเสียเวลาแก้ปัญหาซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ควรมาเสียเวลา ปัญหาที่มาปรับมาแก้ได้ด้วยซ้ำไปหากทุกคนปิดหัวใจ และความรักชาติ รักบ้านเมืองมาคุยกัน
1.3.โอกาสในการเชื่อมสามัคคี การรวมพลังในการสร้างชาติ ( Mobilization )ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังเหตุการณ์ที่แตกแยกและรอยร้าวลึก มันซึมเข้าไปในจิตใจแค่ไหนกลัดหนอง ข้องใจจนยากที่จะเยียวยา หรือเป็นแค่บาดแผลชั้นผิวๆที่ไม่ส่งผลระยะยาว หากเป็นบาดแผลที่ลงลึกเข้าไปข้างในและฝังเข้าไปในใจแล้ว เราต้องใช้เวลาอันยาวนานที่จะหลอมรวมดวงใจ ของกันและกัน ของสังคมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Unity) สังคมใด ประเทศใดก็ตามหากคนในสังคมขาดความเป็นหนึ่งเดียวในการขับเคลื่อน เป็นการยากยิ่งนักในการพัฒนาสู่ความสำเร็จ และยิ่งยากอย่างยิ่งในการนำพาประเทศสู่การแข่งขันในระดับนานาอารยะ
2.ความเสียหายที่เกิดกับสังคม ประชาชน คนในชาติ (Social & Nationality Deflection)
สังคมไทยที่เคยอบอุ่น และเป็นมิตร มีความไว้วางใจซึ่งกันและกันเริ่มปรากฏรอยปริแยก
ประชาชนเริ่มมองกันด้วยความแตกต่าง ความต่างพวก ต่างความคิด ปรากฏฉายภาพให้
ปรากฏโดยทั่วไป
2.1.ความเสียหายของความร่วมมือร่วมใจ
2.2.ความเสียหายของการไว้วางใจ
2.3.ความเสียหายของความรู้สึกเคียดแค้น ชิงชังของบุคคล กลุ่มคน ในชาติที่มีต่อ
บุคคล กลุ่มบุคคล สังคม หรือแม้กระทั่งความรู้สึกต่อชาติบ้านเมือง
3.ความเสียหายที่เกิดทางด้านเศรษฐกิจ
3.1.ความเสียหายที่เกิดทางตรง (Physical Destroy) ได้แก่ความสูญเสีย จากการ
ถูกทำลาย ข้าวของ และ สินทรัพย์ ดังตัวอย่างธุรกิจย่านราชประสงค์ ดินแดง
พระราม 4 และในบางจังหวัด
3.2.ความเสียหายจากการขาดโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity
Incoherent) ที่ถูกดึงให้เสียเวลา และช้าลงในเชิง การแข่งขัน
3.3.ความเสียหายโดยภาพรวมของประเทศโดยการสูญเสียรายได้อันพึงได้รับสู่
การนำไปใช้ทางงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีถัดไป (GDP)
3.4.ความเสียหายที่เป็นรายได้ของภาคแรงงาน ภาวการณ์ทำงาน ของแรงงาน
4.ความเสียหายที่เกิดในแง่มุมของการเมืองและการปกครอง (Political & Governmental Error or Defilement) เป็นที่รับรู้ รับทราบกันโดยทั่วไปว่าหลังวิกฤติการณ์ทางการเงินปี 2540 (Tomyumkung Crisis) กระบวนการทางการเมือง วิธีคิดทางการทางการเมือง ปรับตัว และปรับวิถีการเมือง จากแบบแผนการเมืองยุคโบราณ สู่กระบวนการแนวคิดทางการเมืองวิธีใหม่ (Political Reform & Revolution) แล้วส่งผ่านการแก้ปัญหาภายใต้การปฏิวัติ รัฐประหาร การหมักหมมของปัญหายิ่งบ่มเพาะทั้งปัญหาบุคคล ปัญหาองค์กร และปัญหาการจัดการของคนในชาติ แม้นว่าจะยึดถือหลักนิติรัฐก็ตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้แก่
4.1.ความรู้สึกได้ซึ่งความเป็นธรรมและไม่เป็นธรรมในสังคม (Social justice)
จนเกิดคำพูด “Double Standard”
4.2.ความรู้สึกได้ซึ่งโอกาสในสังคม (Social Opportunity) ซึ่งอาจได้แก่ โอกาส
ทางด้านต่างๆเช่น โอกาสทางการประกอบอาชีพและรายได้ โอกาสทางด้าน
การศึกษา การเข้าถึงทางด้านการรักษาพยาบาล การเข้าถึงสาธารณูปโภค และ
บริการจากภาครัฐ เป็นต้น อันเป็นที่มาของคำว่า “ไพร่”
4.3.ความรู้สึกได้ถึงความไม่ภูมิใจและเชื่อมั่นต่อผู้ปกครอง ข้าราชการ และ
นักการเมืองในวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตยที่มีการนำพามาจากนักการเมืองที่
แสวงหาประโยชน์แต่ละด้านต่างกัน (Benefit Conflict ; Power Conflict
Refutable)
4.4.ความรู้สึกได้ของความไม่เสมอภาคแห่งรัฐฐาธิปปัฏ (National Equity) ไม่ว่า
เรื่องใดๆ ความรู้สึกทางชนชั้น ถูกนำมาใช้อย่างได้ผลในการแสดงให้เห็นถึง
ความต่างของกันและกันเช่น “รวยกระจุก จนกระจาย” รวยเป็นพวก จนถ้วน
ทั่ว อะไรทำนองนั้น
4.5.ความรู้สึกได้ถึง การมองเห็นพรรคการเมือง นักการเมือง นั้นเลว เข้ามาเพื่อหา
ประโยชน์จากประเทศ ชาติ และประชาชน ความกะล่อนปล้นปลิ้นของ
นักการเมืองที่ไม่เป็นที่น่าศรัทธา ประกอบกับการเลือกพวกเล่นพรรคที่
ประสานกันอย่างกลมกลืนระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการ เกื้อหนุน
จุนเจือ จนนักการเมืองที่ดี ข้าราชการที่ดี หมดอนาคต หมดโอกาส และ
หนทางแห่งอุดมการณ์ในการรับใช้ชาติบ้านเมือง
5.ความเสียหายที่เกิดจากวัฒนธรรม พฤติกรรม ศีลธรรม และจรรยาของคนในชาติ (Culture Behavior & Moral disconsolate) จากภาพที่ปรากฏเรามองเห็นความแตกต่างระหว่างคนรุ่นปู่ ย่า ตายาย รุ่นเก่าก่อนที่มีการแสดงออกด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตน นุ่มนวล ถ้าอาวุโส หรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ระดับสูงดูสุขุม รอบคอบ มีบารมี ทรงด้วยภูมิรู้ วุฒิภาวะ และภูมิธรรม น่าเลื่อมใส ศรัทธา ส่วนคนที่ด้อยกว่า ไม่ว่าอายุ คุณวุฒิ หรือสถานะภาพ ที่น้อยกว่านั้น ก็วางตัววางตนอย่างเหมาะสม สมควรแก่กาลเทศะ สมควรแก่การเอื้ออาทร และการเกื้อหนุน
วันนี้ สิ่งเหล่านั้นได้จางหายไปเป็นอย่างมาก ในขณะที่เราใช้เวลาในการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน ถ้านับโดยถือเอาแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเป็นตัวตั้งต้น เหตุการณ์นั้นผ่านมาถึง 10 แผน ซึ่งกำลังจะเข้าแผนที่ 11 ในปีหน้า แต่ทำไม เราเรียกว่าการพัฒนา ในความเป็นจริงแล้วเราพัฒนาหรือไม่ หรือพัฒนาเฉพาะด้าน เช่น เศรษฐกิจดีขึ้น มีเงินใช้มากขึ้น กินมากขึ้น จนเป็นโรคอ้วนกันเป็นแถว แล้วสังคมเป็นอย่างไร จิตใจเป็นอย่างไร ถ้าจะประเมินด้วยเหตุที่เกิด ก็คงจะมีคำตอบให้ตนเองได้
5.1.พฤติกรรมก้าวร้าว ยุติปัญหาด้วยความรุนแรง
5.2.พฤติกรรมบูชาเงิน สิ่งของ ด้วยความอยากได้ อยากมี โดยไม่จำเป็น
5.3.พฤติกรรมเลือกฝ่าย แบ่งพวก ไม่มองภาพสังคมในมิติรวม
5.4.ขาดจริยธรรม และจิตสำนึกสาธารณะ
5.5.ขาดความรับผิดชอบ ชั่วดี และการกระทำที่ถูกต้อง
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้(มิใช่คนทั้งหมด) แม้นมีแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็สร้างความสับสน วุ่นวาย อย่างที่เห็น บางครั้งก็พยายามจะทำใจในสิ่งที่พบ ไม่ว่าจะสีอะไร กลุ่มใด ก็ตามย่อมส่งผลในการดำรงอยู่ ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทางออกในอารยะชี้ที่ตั้งหนทางไว้ให้แล้วแต่ไม่มีใครสนใจที่จะทำอย่างแท้จริง ทำไปเพราะอาจต้องการให้ดูดีมีอารยะแต่อาจไม่จริงใจ ถือกิเลส ฐิติ และอัตตา ผลจึงเกิดความล้มเหลว “ โปรดใช้ปากแทนกระบอกปืน ใช้ดินสอ และปากกา แทนกระสุน ดีกว่า ใช้อาวุธเข้ามาห้ำหั่นกัน จนเลือดนองทั้งแผ่นดิน ”
พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดี
ประวัติผู้เขียน
ชื่อ ดร.ทินโน ขวัญดี นามปากกา เข็มบ่งเสี้ยน
คอลัมน์ :กวาดฝุ่นใต้พรม การทำงาน นักวิชาการอิสระ
การศึกษา ป.เอก Public Administration
ป.เอก Ph.D. Sustainable Energy and Environment Technology
and Management (Candidate)
การติดต่อ : tinno_kwan@hotmail.com